ผอ.สถาบันมะเร็งฯ เตือน เปลี่ยนคู่นอนบ่อย เสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก

Viral_X
By
Viral_X
2 Min Read
#image_title

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมชาย อัศวเมธี ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเตือนภัยประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มสตรี ให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยครั้ง กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเป็นมะเร็งปากมดลูก ณ การประชุมวิชาการประจำปีของสถาบันฯ ที่กรุงเทพมหานคร คำเตือนนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันและตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดอัตราการเกิดโรคที่ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ

ภูมิหลังและบริบทของปัญหามะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกยังคงเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆ ในสตรีไทย แม้จะมีวิธีการป้องกันและการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพแล้วก็ตาม ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า ในแต่ละปีมีสตรีไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกรายใหม่กว่า 8,000 ราย และเสียชีวิตประมาณ 4,000 ราย เชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมา (Human Papillomavirus – HPV) เป็นสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งปากมดลูกเกือบ 100% โดยเฉพาะสายพันธุ์ความเสี่ยงสูง เช่น HPV 16 และ HPV 18

กลไกการเกิดโรคและบทบาทของ HPV

เชื้อ HPV เป็นไวรัสที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นหลัก เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ HPV ชนิดความเสี่ยงสูงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เซลล์บริเวณปากมดลูกอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ โดยทั่วไปแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถกำจัดเชื้อ HPV ออกไปได้เองภายใน 1-2 ปี แต่ในบางรายที่ภูมิคุ้มกันไม่สามารถกำจัดเชื้อได้ เชื้อจะคงอยู่ในร่างกายและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเซลล์

ประวัติการรณรงค์และมาตรการป้องกัน

ประเทศไทยได้มีการรณรงค์และดำเนินมาตรการป้องกันมะเร็งปากมดลูกมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ ตั้งแต่การตรวจคัดกรองด้วยวิธี Pap test ในช่วงแรกๆ จนถึงการพัฒนาเป็นการตรวจ HPV DNA test ในปัจจุบัน นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังได้มีนโยบายส่งเสริมการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV ให้แก่เด็กหญิงและเยาวชนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันก่อนการสัมผัสเชื้อ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการลดอุบัติการณ์ของโรคในระยะยาว

พัฒนาการสำคัญ: คำเตือนจากผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งฯ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมชาย ได้เน้นย้ำถึงปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญประการหนึ่งที่มักถูกมองข้ามหรือให้ความสำคัญน้อย คือ "พฤติกรรมการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยครั้ง" ซึ่งเป็นปัจจัยที่เพิ่มโอกาสในการสัมผัสเชื้อ HPV หลายสายพันธุ์ และเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ HPV ชนิดความเสี่ยงสูงอย่างมีนัยสำคัญ

ความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมและเชื้อ HPV

การมีคู่นอนหลายคน หรือการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยครั้ง ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นมะเร็งปากมดลูกเสมอไป แต่เป็นการเพิ่มโอกาสในการสัมผัสกับเชื้อ HPV จากแหล่งที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจรวมถึงเชื้อ HPV ชนิดความเสี่ยงสูงที่สามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ นอกจากนี้ หากคู่นอนมีการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยเช่นกัน ก็จะยิ่งเพิ่มความซับซ้อนและโอกาสในการติดเชื้อมากขึ้นไปอีก

ปัจจัยร่วมอื่นๆ ที่เพิ่มความเสี่ยง

นอกจากพฤติกรรมการมีคู่นอนหลายคนแล้ว ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมชาย ยังได้กล่าวถึงปัจจัยร่วมอื่นๆ ที่อาจส่งเสริมการเกิดมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ การสูบบุหรี่ ซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง การติดเชื้อเอชไอวี หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอื่นๆ การมีบุตรหลายคน และการใช้ยาคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานาน ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูกได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้เป็นเพียงปัจจัยเสริม และเชื้อ HPV ยังคงเป็นสาเหตุหลักที่สำคัญที่สุด

ผลกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายและสาธารณสุข

คำเตือนครั้งนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อสตรีทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มสตรีที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงตามที่กล่าวมา ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสสูงในการติดเชื้อ HPV และพัฒนาไปสู่มะเร็งปากมดลูกหากไม่มีการป้องกันหรือตรวจคัดกรองที่เหมาะสม

ภาระโรคและการคัดกรอง

มะเร็งปากมดลูกไม่เพียงแต่สร้างความทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจให้กับผู้ป่วยและครอบครัว แต่ยังเป็นภาระด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล การสูญเสียกำลังแรงงาน และการลดทอนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ล้วนเป็นผลกระทบที่สำคัญ การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นหัวใจสำคัญในการค้นหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้เกือบ 100%

ความเข้าใจผิดและการตีตรา

หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญคือการแก้ไขความเข้าใจผิดและการตีตราทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากการพูดถึงปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศ สถาบันมะเร็งแห่งชาติจึงเน้นย้ำว่า เป้าหมายของการเตือนภัยคือการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและส่งเสริมการป้องกัน ไม่ใช่การตัดสินหรือตีตราผู้ป่วย การสร้างความตระหนักรู้ที่ปราศจากอคติจะช่วยให้สตรีกล้าเข้ารับการตรวจคัดกรองและปรึกษาแพทย์โดยไม่รู้สึกอายหรือกังวล

ผอ.สถาบันมะเร็งฯ เตือน เปลี่ยนคู่นอนบ่อย เสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก

ก้าวต่อไป: แนวทางการป้องกันและเป้าหมายในอนาคต

เพื่อลดอุบัติการณ์และอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกอย่างยั่งยืน ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมชาย ได้เสนอแนวทางปฏิบัติและเป้าหมายในอนาคตที่ครอบคลุมทุกมิติของการป้องกัน

การฉีดวัคซีนป้องกัน HPV

วัคซีนป้องกัน HPV ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก สถาบันมะเร็งแห่งชาติและกระทรวงสาธารณสุขยังคงเดินหน้าโครงการฉีดวัคซีน HPV ฟรีสำหรับเด็กหญิงอายุ 11-12 ปี ทั่วประเทศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันก่อนการสัมผัสเชื้อ นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาขยายกลุ่มเป้าหมายในการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมมากขึ้นในอนาคต เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่และลดการแพร่กระจายของเชื้อในประชากร

การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ

สตรีทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ ปัจจุบันมีวิธีการตรวจคัดกรองที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพสูง ได้แก่
* Pap test: ตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูก
* HPV DNA test: ตรวจหาเชื้อ HPV ชนิดความเสี่ยงสูง ซึ่งมีความไวสูงกว่า Pap test
* การตรวจด้วยสายตาหลังทาด้วยน้ำส้มสายชู (VIA): เป็นวิธีที่ง่ายและประหยัด เหมาะสำหรับพื้นที่ห่างไกล

การตรวจคัดกรองควรเริ่มตั้งแต่อายุ 25-30 ปี และทำทุก 3-5 ปี หรือตามคำแนะนำของแพทย์ ขึ้นอยู่กับวิธีตรวจและผลการตรวจครั้งก่อนหน้า

การส่งเสริมสุขภาวะทางเพศและให้ความรู้

การให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศ การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธี ยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ HPV และโรคอื่นๆ การสื่อสารที่เปิดเผยและเข้าถึงง่ายจะช่วยให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและสามารถตัดสินใจเลือกพฤติกรรมที่ปลอดภัยให้กับตนเองได้

เป้าหมายระดับโลกและระดับชาติ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดเป้าหมายในการกำจัดมะเร็งปากมดลูกให้หมดไป โดยมีเป้าหมายคือ ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) ประเทศต่างๆ ควรบรรลุเป้าหมาย 90-70-90 ได้แก่ 90% ของเด็กหญิงได้รับการฉีดวัคซีน HPV ครบโดส, 70% ของสตรีได้รับการตรวจคัดกรองอย่างน้อย 2 ครั้งในช่วงชีวิต, และ 90% ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกได้รับการรักษาที่เหมาะสม ประเทศไทยเองก็มุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ เพื่อให้สตรีไทยทุกคนปลอดภัยจากมะเร็งปากมดลูก

คำเตือนจากผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณสำคัญที่กระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงภัยเงียบของมะเร็งปากมดลูก และร่วมกันผลักดันมาตรการป้องกันให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด เพื่ออนาคตที่ปราศจากโรคนี้สำหรับสตรีไทยทุกคน

Share This Article