เฝ้าระวัง 19-25 ม.ค. ฝุ่น PM2.5 กทม.-เหนือ-อีสาน พุ่งสูงอีกระลอก – bangkokbiznews

Viral_X
By
Viral_X
2 Min Read

วิกฤตอากาศหายใจ! ฝุ่น PM2.5 ทั่วไทยจ่อพุ่งสูงระลอกใหม่ 19-25 ม.ค. เตรียมรับมือผลกระทบสุขภาพ

วิกฤตอากาศหายใจ! ฝุ่น PM2.5 ทั่วไทยจ่อพุ่งสูงระลอกใหม่ 19-25 ม.ค. เตรียมรับมือผลกระทบสุขภาพ

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่คาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 19-25 มกราคมนี้ ก่อให้เกิดความกังวลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง สถานการณ์นี้จำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน

เบื้องหลังวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่กลับมาเยือน

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้กลายเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูแล้งและฤดูหนาว ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมโครเมตรนี้ มีขนาดเล็กมากจนสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือดของมนุษย์ได้ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

แหล่งกำเนิดหลักของฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยมีความหลากหลายและแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปัจจัยสำคัญมักมาจากไอเสียรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ดีเซลเก่า โรงงานอุตสาหกรรม และการก่อสร้าง ขณะที่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเผาในที่โล่งเพื่อการเกษตร การเผาป่า และหมอกควันข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คุณภาพอากาศย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากปัจจัยจากกิจกรรมของมนุษย์แล้ว สภาพทางอุตุนิยมวิทยายังมีบทบาทสำคัญในการสะสมของฝุ่นละออง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดสภาวะอากาศปิด อากาศนิ่ง หรือมีลมสงบ ซึ่งเป็นผลจากระบบความกดอากาศสูงที่แผ่ลงมาปกคลุม ทำให้ฝุ่นไม่สามารถลอยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศหรือถูกพัดพาออกไปได้ ส่งผลให้ความเข้มข้นของฝุ่นละอองในระดับพื้นดินเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหานี้ ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการติดตามและรายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่ให้คำแนะนำด้านสุขภาพแก่ประชาชน และกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ให้ข้อมูลพยากรณ์อากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสะสมและกระจายตัวของฝุ่น

ต้นตอวิกฤตฝุ่นละออง

ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ฝุ่นได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศแห้งและนิ่ง การเผาอ้อยหลังการเก็บเกี่ยว การเตรียมพื้นที่เพาะปลูก และการลักลอบเผาป่า ล้วนเป็นกิจกรรมที่สร้างมลพิษทางอากาศอย่างมหาศาล หน่วยงานภาครัฐได้พยายามออกมาตรการควบคุมและรณรงค์ แต่ปัญหายังคงวนเวียนกลับมาทุกปี เนื่องจากความซับซ้อนของปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเชิงสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

พัฒนาการล่าสุด: การพยากรณ์และปัจจัยหนุน

จากการคาดการณ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในช่วงวันที่ 19-25 มกราคมนี้ มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การพยากรณ์ชี้ให้เห็นถึงการกลับมาของสภาวะอากาศที่เอื้อต่อการสะสมฝุ่นละอองอีกครั้ง หลังจากที่มีลมพัดช่วยระบายฝุ่นไปได้บ้างในช่วงต้นเดือนมกราคม

ปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา

กรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลจากระบบความกดอากาศสูงที่เริ่มอ่อนกำลังลง ทำให้ลมที่พัดปกคลุมประเทศไทยมีกำลังอ่อนลง อากาศจะเริ่มนิ่งและยกตัวได้ยากขึ้น ประกอบกับอุณหภูมิที่ลดต่ำลงในช่วงเช้าตรู่ ทำให้เกิดปรากฏการณ์การผกผันของอุณหภูมิ (Temperature Inversion) ซึ่งเป็นเหมือนฝาชีที่ครอบอากาศไว้ ทำให้ฝุ่นละอองไม่สามารถลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้นได้ จึงสะสมตัวอยู่ใกล้พื้นดินและมีความเข้มข้นสูง

นอกจากนี้ การขาดแคลนฝนที่จะช่วยชะล้างฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ยังคงมีการเผาในที่โล่งเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งจะยิ่งเพิ่มปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ และเมื่อผสมผสานกับสภาวะอากาศนิ่ง ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

การคาดการณ์รายภูมิภาค

สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล คาดว่าฝุ่นจะเริ่มสะสมตัวและมีค่าสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป โดยเฉพาะในพื้นที่ริมถนนและเขตอุตสาหกรรม ส่วนในภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และพะเยา คาดว่าค่า PM2.5 จะอยู่ในระดับสีแดง (มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก) ในหลายพื้นที่ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี และอุบลราชธานี ก็มีแนวโน้มเผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน

หน่วยงานภาครัฐได้เริ่มออกประกาศเตือนและขอความร่วมมือจากประชาชนให้งดการเผาในที่โล่งทุกชนิด และให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การเพิ่มขึ้นของฝุ่น PM2.5 ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ย่อมส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งชีวิตประจำวัน สุขภาพ และเศรษฐกิจของประเทศ

ผลกระทบต่อสุขภาพระยะสั้นและยาว

ในระยะสั้น การสัมผัสกับฝุ่น PM2.5 ในปริมาณสูงสามารถก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ หายใจลำบาก แสบตา และผื่นคันได้ง่าย ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด หรือโรคภูมิแพ้ จะมีอาการกำเริบและรุนแรงขึ้นได้ นอกจากนี้ยังอาจส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจมีความเสี่ยงต่ออาการหัวใจวายเฉียบพลันเพิ่มขึ้น

ในระยะยาว การได้รับฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่องมีความเชื่อมโยงกับการเพิ่มความเสี่ยงของโรคร้ายแรงหลายชนิด เช่น มะเร็งปอด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจและหลอดเลือดชนิดต่างๆ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กเล็ก และอาจเป็นอันตรายต่อสตรีมีครรภ์และทารกในครรภ์อีกด้วย

กลุ่มเปราะบางที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคภูมิแพ้ และเบาหวาน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม

วิกฤตฝุ่น PM2.5 ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ภาพลักษณ์ของประเทศที่เผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศอาจทำให้นักท่องเที่ยวลังเลที่จะเดินทางมาเยือน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของประเทศ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในด้านสังคม คุณภาพชีวิตของประชาชนจะลดลง ผู้คนต้องจำกัดกิจกรรมกลางแจ้ง โรงเรียนอาจต้องพิจารณาปิดเรียนหรือปรับรูปแบบการเรียนการสอน การทำงานนอกสถานที่ก็ได้รับผลกระทบ รวมถึงความเครียดและความกังวลที่เพิ่มขึ้นในหมู่ประชาชนเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว

เฝ้าระวัง 19-25 ม.ค. ฝุ่น PM2.5 กทม.-เหนือ-อีสาน พุ่งสูงอีกระลอก - bangkokbiznews

สิ่งที่ต้องทำต่อไป: มาตรการรับมือและข้อแนะนำ

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่กำลังจะมาถึง ทั้งภาครัฐและประชาชนจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

มาตรการเร่งด่วนจากภาครัฐ

หน่วยงานภาครัฐควรเร่งดำเนินการตามมาตรการฉุกเฉินและระยะสั้น ได้แก่ การออกประกาศเตือนภัยและคำแนะนำแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในการควบคุมการเผาในที่โล่ง การตรวจจับและปรับรถยนต์ควันดำ การพิจารณามาตรการ Work From Home สำหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น การฉีดพ่นละอองน้ำในพื้นที่เสี่ยง และการพิจารณาใช้มาตรการทางเลือกอื่นๆ เช่น การทำฝนเทียม (หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย)

ในระยะยาว รัฐบาลต้องผลักดันนโยบายและมาตรการที่ยั่งยืน เช่น การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนเทคโนโลยีการเกษตรที่ไม่ต้องพึ่งพาการเผา และการสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน

คำแนะนำสำหรับประชาชน

ประชาชนควรติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์และแอปพลิเคชันของกรมควบคุมมลพิษ หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ ที่รายงานค่า AQI และ PM2.5 อย่างสม่ำเสมอ

ลดกิจกรรมกลางแจ้ง: หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ค่าฝุ่นละอองสูง
สวมหน้ากากอนามัย: หากจำเป็นต้องออกนอกอาคาร ควรสวมหน้ากากอนามัยชนิด N95 หรือหน้ากากที่สามารถป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปิดประตูหน้าต่าง: ปิดประตูและหน้าต่างให้มิดชิดเพื่อป้องกันฝุ่นเข้าสู่ภายในอาคาร
ใช้เครื่องฟอกอากาศ: หากมี ควรเปิดใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA ในบ้านหรือที่ทำงาน
ดูแลสุขภาพ: ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ พักผ่อนให้เพียงพอ และหากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก ควรรีบปรึกษาแพทย์
งดการเผา: งดการเผาขยะ เศษวัสดุทางการเกษตร หรือกิจกรรมใดๆ ที่ก่อให้เกิดควันและฝุ่นละออง

สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การเตรียมพร้อมรับมือ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยในช่วงวิกฤตที่กำลังจะมาถึงนี้

Share This Article